"ขาใหญ่" ลดพอร์ตหนี "นกหวีด" ส่งซิกดัชนีเหนือ 1,420 จุดน่าลงทุน
updated: 18 พ.ย. 2556 เวลา 11:14:24 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นับตั้งแต่เสียง "นกหวีด" ดังขึ้น เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเวลาเกือบ 4 นาฬิกาของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
แล้วอุณหภูมิการเมืองก็พวยพุ่งร้อนขึ้นทันที
ตลาดหุ้นไทยร่วงรับข่าวร้ายนี้ทันทีเช่นกัน โดยดัชนีฯปิดตลาดวันที่ 13 พ.ย.ที่ระดับ 1,404.77 จุด ปรับตัวลดลงจากวันที่ 31 ต.ค.ที่ปิดตลาด 1,442.88 จุด ร่วงลง 37.11จุด หรือ 2.64% ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนในตลาดอย่างทั่วถึง
หากประเมินความเสียหายในตลาดหุ้นช่วงเวลากว่า 10 วันที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ วันที่ 13 พ.ย.อยู่ที่ 12.26 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจากวันที่ 31 ต.ค.ที่อยู่ระดับ 12.59 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หรือ -2.62%
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในช่วงดังกล่าวลดลงเหลือ 28,779.45 ล้านบาท จากก่อนหน้าอยู่ที่ 37,547.44 ล้านบาท
ด้านการเคลื่อนไหวของนักลงทุนช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าคนขายมากสุดคือนักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 20,226 ล้านบาท ส่วนคนที่เข้ามาช้อนซื้อมากสุดคือนักลงทุนรายบุคคล ซื้อสุทธิ 11,177 ล้านบาท ตามด้วยนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 8,620 ล้านบาท
ขณะที่พอร์ตโบรกเกอร์ ซื้อสุทธิเพียง 428 ล้านบาท โดยมูลค่าการซื้อขายในช่วงเดียวกัน ลดลงเหลือเฉลี่ยวันละ 28,779.45 ล้านบาท จากก่อนหน้าเฉลี่ยวันละ 37,547.44 ล้านบาท
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สำรวจความเห็นการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนรายบุคคลชื่อดังพอร์ตใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า "ขาใหญ่" เพื่อตามติดกลยุทธ์การลงทุนต่าง ๆ
เริ่มตั้งแต่นักลงทุนรุ่นใหม่อย่าง "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" ที่ใช้สไตล์การลงทุนแบบเทคนิคอล ที่วิเคราะห์กราฟเพื่อหาจังหวะซื้อขายหุ้น ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ตนก็ได้หยุดเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ทันที เนื่องจากความผันผวนสูงมาก และเดาทิศทางได้ยาก จึงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ เขายังได้ขายหุ้นไทยออกประมาณ 20-30% เพื่อตัดขาดทุนด้วย เพราะราคาปรับตัวลดลงมาก จนไม่เหมาะที่จะฝืนถือลงทุนต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถลงทุนได้อีก แต่เป็นเพียงการจัดพอร์ตเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อรอบต่อไป
"ต้องบอกว่าสถานการณ์ตอนนี้หุ้นหลายตัว ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ได้ปรับตัวลดลงมาทดสอบที่ระดับต่ำสุด หากดูที่การประเมินมูลค่าจากพื้นฐานทางธุรกิจ (Valuation) ไม่ได้เสียหายเลย ดังนั้น ก็คงต้องพูดคำเดียวว่า Good time to shopping รอจังหวะว่าสัญญาณมาเมื่อไหร่ ผมก็จะเข้าลงทุน" ธำรงค์ชัยเล่า
มาที่มุมมองของ "วัชระ แก้วสว่าง" หรือ "เสี่ยป๋อง" ที่ว่ากันว่ามีพอร์ตลงทุนมูลค่าระดับพันล้านบาท เขาเล่าว่า ได้ทยอยปรับลดพอร์ตลงทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว เพราะเชื่อในทฤษฎี "Sell in May and go away" ที่ตามสถิติพบว่าหุ้นมักจะตก เพราะแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เหลือหุ้นถืออยู่ในพอร์ตราว 3-4 บริษัท เป็นการลงทุนระยะกลาง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด
"ตอนนี้ผมมีหุ้นแค่ 20% ของพอร์ต ที่เหลือก็ถือเป็นเงินสดรอลงทุนรอบใหม่ ถ้ามองตามสัญญาณทางเทคนิค ให้จับตาเลยว่าดัชนีต้องไม่หลุด 1,380 จุดเด็ดขาด เพราะถ้าหลุด อาจร่วงไปทดสอบ 1,200 จุดได้ แต่ถ้ายืนเหนือ 1,420 จุด แล้วประคองตัวได้หลายวัน และภาวะทางการเมืองเคลียร์ อันนั้นก็น่าเข้าลงทุน" เสี่ยป๋องกล่าว
"เสี่ยป๋อง" บอกว่า ในช่วงปี"56 สามารถทำกำไรจากพอร์ตลงทุนได้เฉลี่ยราว 60% โดยหุ้นที่เลือกซื้อขายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มก่อสร้าง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ราว 40%
อย่างไรก็ตาม ในปี"57 เขายอมรับว่ายังประเมินทิศทางได้ค่อนข้างยาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กดดันการลงทุนอยู่ จึงควรจับตาต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร เพื่อให้สามารถลงทุนเกาะติดกับแนวนโยบายได้อย่างเหมาะสม
"ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองไปต่อได้ รัฐบาลเก่าทำหน้าที่ต่อ ผมสนใจกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แต่ถ้าพลิกผันเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องไปดูนโยบายก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร มีโอกาสลงทุนในหุ้นตัวไหนอีก"
"ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ปีนี้สร้างรีเทิร์นได้ดีกว่าปีก่อน เพราะผมใช้กลยุทธ์ลงทุนตามทิศทางนโยบายการลงทุนของรัฐบาล" เสี่ยป๋องให้ความเห็นไว้
ฟากนักลงทุนรุ่นใหญ่ ทนายนักช็อป "วิชัย ทองแตง" ผู้ถือหุ้นรายบิ๊กเบิ้มของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ทั้ง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล สัดส่วนถือครอง 9.94% บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา (PYT) เจ้าของเครือโรงพยาบาลพญาไท และเปาโล เมโมเรียล สัดส่วน 27.46%
วิชัยระบุว่า ได้ "ชะลอซื้อขาย" การลงทุนในระยะสั้นลงแล้ว เพราะสถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน
เขายังมองไปข้างหน้าว่า หลังจากนี้จนถึงสิ้นปี ประเมินว่าไม่ใช่จังหวะที่ดีของนักลงทุนที่นิยม "เทรดดิ้ง" เพราะสภาพคล่องการซื้อขายจะลดลงตามทิศทางนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มหยุดพักในช่วงวันหยุดยาว ดังนั้น จึงถือเป็นช่วงเดือนที่ตลาดหุ้น "ไร้เสน่ห์"
"ถ้าฝรั่งไม่เข้ามาเล่นในช่วง 1 เดือนกว่าๆ ที่เหลือของปี ก็ถือเป็นช่วงเดือนที่ตลาดไร้เสน่ห์ ไม่ใช่จังหวะที่ดีของการเทรดดิ้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าภายใต้วิกฤตที่ตลาดมีความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ยังมีหุ้นบางตัวที่น่าสนใจ สำหรับการลงทุนระยะปานกลาง ซึ่งถ้าพบว่าหุ้นตัวไหนมีคุณสมบัติในลักษณะที่พี/อีต่ำ ปัจจัยพื้นฐานดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี จะมากหรือน้อยก็ได้ แบบนี้ก็น่าสนใจ" วิชัยกล่าว
ยิ่งการลงทุนในเวลาที่สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยแทรกซ้อน และข่าวสารเรื่องคิวอียังส่งแรงกระเพื่อมตลาดหุ้นไทยอยู่เป็นระยะ ๆ เช่นนี้
จากมุมมองนักเล่นหุ้น "ขาใหญ่" ทั้ง 3 รายนี้ยังเห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส
ภายใต้สถานการณ์ที่เสียงนกหวีดยังไม่หยุดดัง ก็ยังเป็นจังหวะที่จะลงทุนได้เช่นกัน
ขาใหญ่ คิดอย่างไร...
updated: 18 พ.ย. 2556 เวลา 11:14:24 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นับตั้งแต่เสียง "นกหวีด" ดังขึ้น เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเวลาเกือบ 4 นาฬิกาของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556
แล้วอุณหภูมิการเมืองก็พวยพุ่งร้อนขึ้นทันที
ตลาดหุ้นไทยร่วงรับข่าวร้ายนี้ทันทีเช่นกัน โดยดัชนีฯปิดตลาดวันที่ 13 พ.ย.ที่ระดับ 1,404.77 จุด ปรับตัวลดลงจากวันที่ 31 ต.ค.ที่ปิดตลาด 1,442.88 จุด ร่วงลง 37.11จุด หรือ 2.64% ซึ่งเรียกได้ว่าสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนในตลาดอย่างทั่วถึง
หากประเมินความเสียหายในตลาดหุ้นช่วงเวลากว่า 10 วันที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ณ วันที่ 13 พ.ย.อยู่ที่ 12.26 ล้านล้านบาท ปรับลดลงจากวันที่ 31 ต.ค.ที่อยู่ระดับ 12.59 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณ 3.3 แสนล้านบาท หรือ -2.62%
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายในช่วงดังกล่าวลดลงเหลือ 28,779.45 ล้านบาท จากก่อนหน้าอยู่ที่ 37,547.44 ล้านบาท
ด้านการเคลื่อนไหวของนักลงทุนช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าคนขายมากสุดคือนักลงทุนต่างชาติ ขายออกสุทธิ 20,226 ล้านบาท ส่วนคนที่เข้ามาช้อนซื้อมากสุดคือนักลงทุนรายบุคคล ซื้อสุทธิ 11,177 ล้านบาท ตามด้วยนักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 8,620 ล้านบาท
ขณะที่พอร์ตโบรกเกอร์ ซื้อสุทธิเพียง 428 ล้านบาท โดยมูลค่าการซื้อขายในช่วงเดียวกัน ลดลงเหลือเฉลี่ยวันละ 28,779.45 ล้านบาท จากก่อนหน้าเฉลี่ยวันละ 37,547.44 ล้านบาท
"ประชาชาติธุรกิจ" ได้สำรวจความเห็นการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนรายบุคคลชื่อดังพอร์ตใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า "ขาใหญ่" เพื่อตามติดกลยุทธ์การลงทุนต่าง ๆ
เริ่มตั้งแต่นักลงทุนรุ่นใหม่อย่าง "ธำรงชัย เอกอมรวงศ์" ที่ใช้สไตล์การลงทุนแบบเทคนิคอล ที่วิเคราะห์กราฟเพื่อหาจังหวะซื้อขายหุ้น ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ตนก็ได้หยุดเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ทันที เนื่องจากความผันผวนสูงมาก และเดาทิศทางได้ยาก จึงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ เขายังได้ขายหุ้นไทยออกประมาณ 20-30% เพื่อตัดขาดทุนด้วย เพราะราคาปรับตัวลดลงมาก จนไม่เหมาะที่จะฝืนถือลงทุนต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การลดสัดส่วนเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถลงทุนได้อีก แต่เป็นเพียงการจัดพอร์ตเพื่อรอจังหวะเข้าซื้อรอบต่อไป
"ต้องบอกว่าสถานการณ์ตอนนี้หุ้นหลายตัว ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ได้ปรับตัวลดลงมาทดสอบที่ระดับต่ำสุด หากดูที่การประเมินมูลค่าจากพื้นฐานทางธุรกิจ (Valuation) ไม่ได้เสียหายเลย ดังนั้น ก็คงต้องพูดคำเดียวว่า Good time to shopping รอจังหวะว่าสัญญาณมาเมื่อไหร่ ผมก็จะเข้าลงทุน" ธำรงค์ชัยเล่า
มาที่มุมมองของ "วัชระ แก้วสว่าง" หรือ "เสี่ยป๋อง" ที่ว่ากันว่ามีพอร์ตลงทุนมูลค่าระดับพันล้านบาท เขาเล่าว่า ได้ทยอยปรับลดพอร์ตลงทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว เพราะเชื่อในทฤษฎี "Sell in May and go away" ที่ตามสถิติพบว่าหุ้นมักจะตก เพราะแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เหลือหุ้นถืออยู่ในพอร์ตราว 3-4 บริษัท เป็นการลงทุนระยะกลาง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด
"ตอนนี้ผมมีหุ้นแค่ 20% ของพอร์ต ที่เหลือก็ถือเป็นเงินสดรอลงทุนรอบใหม่ ถ้ามองตามสัญญาณทางเทคนิค ให้จับตาเลยว่าดัชนีต้องไม่หลุด 1,380 จุดเด็ดขาด เพราะถ้าหลุด อาจร่วงไปทดสอบ 1,200 จุดได้ แต่ถ้ายืนเหนือ 1,420 จุด แล้วประคองตัวได้หลายวัน และภาวะทางการเมืองเคลียร์ อันนั้นก็น่าเข้าลงทุน" เสี่ยป๋องกล่าว
"เสี่ยป๋อง" บอกว่า ในช่วงปี"56 สามารถทำกำไรจากพอร์ตลงทุนได้เฉลี่ยราว 60% โดยหุ้นที่เลือกซื้อขายส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มก่อสร้าง เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ราว 40%
อย่างไรก็ตาม ในปี"57 เขายอมรับว่ายังประเมินทิศทางได้ค่อนข้างยาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กดดันการลงทุนอยู่ จึงควรจับตาต่อไปว่าจะจบลงอย่างไร เพื่อให้สามารถลงทุนเกาะติดกับแนวนโยบายได้อย่างเหมาะสม
"ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองไปต่อได้ รัฐบาลเก่าทำหน้าที่ต่อ ผมสนใจกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท แต่ถ้าพลิกผันเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ต้องไปดูนโยบายก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร มีโอกาสลงทุนในหุ้นตัวไหนอีก"
"ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ปีนี้สร้างรีเทิร์นได้ดีกว่าปีก่อน เพราะผมใช้กลยุทธ์ลงทุนตามทิศทางนโยบายการลงทุนของรัฐบาล" เสี่ยป๋องให้ความเห็นไว้
ฟากนักลงทุนรุ่นใหญ่ ทนายนักช็อป "วิชัย ทองแตง" ผู้ถือหุ้นรายบิ๊กเบิ้มของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ทั้ง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล สัดส่วนถือครอง 9.94% บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา (PYT) เจ้าของเครือโรงพยาบาลพญาไท และเปาโล เมโมเรียล สัดส่วน 27.46%
วิชัยระบุว่า ได้ "ชะลอซื้อขาย" การลงทุนในระยะสั้นลงแล้ว เพราะสถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน
เขายังมองไปข้างหน้าว่า หลังจากนี้จนถึงสิ้นปี ประเมินว่าไม่ใช่จังหวะที่ดีของนักลงทุนที่นิยม "เทรดดิ้ง" เพราะสภาพคล่องการซื้อขายจะลดลงตามทิศทางนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มหยุดพักในช่วงวันหยุดยาว ดังนั้น จึงถือเป็นช่วงเดือนที่ตลาดหุ้น "ไร้เสน่ห์"
"ถ้าฝรั่งไม่เข้ามาเล่นในช่วง 1 เดือนกว่าๆ ที่เหลือของปี ก็ถือเป็นช่วงเดือนที่ตลาดไร้เสน่ห์ ไม่ใช่จังหวะที่ดีของการเทรดดิ้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่าภายใต้วิกฤตที่ตลาดมีความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ ยังมีหุ้นบางตัวที่น่าสนใจ สำหรับการลงทุนระยะปานกลาง ซึ่งถ้าพบว่าหุ้นตัวไหนมีคุณสมบัติในลักษณะที่พี/อีต่ำ ปัจจัยพื้นฐานดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกปี จะมากหรือน้อยก็ได้ แบบนี้ก็น่าสนใจ" วิชัยกล่าว
ยิ่งการลงทุนในเวลาที่สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยแทรกซ้อน และข่าวสารเรื่องคิวอียังส่งแรงกระเพื่อมตลาดหุ้นไทยอยู่เป็นระยะ ๆ เช่นนี้
จากมุมมองนักเล่นหุ้น "ขาใหญ่" ทั้ง 3 รายนี้ยังเห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส
ภายใต้สถานการณ์ที่เสียงนกหวีดยังไม่หยุดดัง ก็ยังเป็นจังหวะที่จะลงทุนได้เช่นกัน